GPOS คืออะไร?

2025-02-07

GPOS (ระบบจัดการร้านค้า POS รุ่นใหม่)

GPOS (ระบบจัดการร้านค้า POS รุ่นใหม่) คือ ระบบซอฟต์แวร์สำหรับบริหารงานขายหน้าร้าน (Point of Sale – POS) แบบครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจยุคดิจิทัล​ กล่าวคือ GPOS เป็นทั้งโปรแกรมและแพลตฟอร์มที่ช่วยจัดการงานขายทุกด้านในร้าน ไม่ว่าจะเป็นการรับออเดอร์, การคิดเงิน, การจัดการสต็อกสินค้า, ระบบสมาชิก (CRM), การชำระเงินผ่าน e-Payment ตลอดจนการเชื่อมต่อบริการออนไลน์ต่าง ๆ ได้ในระบบเดียว

หลักการทำงานของ GPOS

หลักการทำงานของ GPOS คือการรวบรวมทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการขายเข้าด้วยกันอย่าง ไร้รอยต่อ (seamless integration)​ ระบบนี้ทำงานบนฮาร์ดแวร์เครื่อง POS ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android (เช่น อุปกรณ์ตระกูล SUNMI) ซึ่งถูกออกแบบเฉพาะสำหรับงานขายหน้าร้านโดยตรง​ GPOS มีฟีเจอร์หลากหลายกว่า 700 ฟีเจอร์ เช่น การรับออร์เดอร์ผ่าน QR Code, สร้าง QR PromptPay ล็อกยอดชำระ, และ เชื่อมต่อออร์เดอร์เดลิเวอรี่อัตโนมัติ เพื่อช่วยให้ร้านค้าดำเนินงานได้สะดวกและรวดเร็ว​

เมื่อร้านค้าใช้ GPOS

เมื่อร้านค้าใช้ GPOS พนักงานสามารถรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า (ทั้งหน้าร้านและออนไลน์) ผ่านหน้าจอเดียวกัน ระบบจะบันทึกการขาย แบบเรียลไทม์ และอัปเดตสต็อกสินค้าให้อัตโนมัติ, พร้อมส่งออเดอร์เข้าครัวหรือคลังสินค้าได้ทันที ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลง​ การชำระเงินสามารถทำผ่านระบบได้โดยตรง เช่น สแกนจ่ายผ่าน QR PromptPay ที่กำหนดยอดเงินไว้ล่วงหน้า ซึ่งเมื่อลูกค้าจ่าย ระบบจะแจ้งเตือนและบันทึกยอดขายทันที โดยไม่มีความผิดพลาดจากการคีย์ยอดเอง​ นอกจากนี้ GPOS ยังรองรับการเชื่อมต่อกับบริการภายนอกอื่น ๆ เช่น แพลตฟอร์มเดลิเวอรี (GrabFood), ระบบคิวเรียกลูกค้า, และฟีเจอร์ด้านการตลาด (โปรโมชั่น, ระบบสะสมแต้ม) เพื่อช่วยให้การขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ถูกรวบรวมไว้ที่เดียวกัน

โดยสรุป GPOS ทำงานเสมือนเป็นศูนย์กลาง

โดยสรุป GPOS ทำงานเสมือนเป็นศูนย์กลางการจัดการร้านค้าครบวงจรที่ผสาน ซอฟต์แวร์อัจฉริยะเข้ากับฮาร์ดแวร์ทรงพลัง ให้ร้านค้าสามารถดำเนินการขาย, ตรวจสอบข้อมูลยอดขาย, บริหารสต็อก และบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในระบบเดียว​ ด้วยการทำงานแบบคลาวด์ (Cloud POS) ข้อมูลการขายจะถูกจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ทำให้เจ้าของร้านสามารถตรวจสอบรายงานยอดขายหรือสถานะต่าง ๆ ได้จากทุกที่ทุกเวลา ผ่านอินเทอร์เน็ตหรือแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง (ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ร้านตลอดเวลา)


เปรียบเทียบ GPOS กับระบบ POS ทั่วไป (ข้อดี/ข้อเสีย และความแตกต่างทางเทคโนโลยี)

ระบบ POS แบบดั้งเดิม

ระบบ POS แบบดั้งเดิม (Legacy POS) มักหมายถึงระบบขายหน้าร้านรุ่นเก่าที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์หรือเครื่องคิดเงินเฉพาะทางในร้าน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในเครื่องนั้น (on-premise)​ ระบบเดิมเหล่านี้มักรองรับเพียงการทำธุรกรรมพื้นฐาน เช่น คิดเงินสดหรือบัตรเครดิต และมีความสามารถจำกัดในการเชื่อมต่อกับระบบออนไลน์อื่น ๆ. การที่จะดูรายงานหรือปรับข้อมูลใด ๆ เจ้าของร้านต้องทำที่หน้าร้านเป็นหลัก เพราะข้อมูลไม่ได้ถูกซิงก์ขึ้นคลาวด์

ในด้านฮาร์ดแวร์ ระบบ POS ทั่วไปบางเจ้าจะรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ Windows หรือแท็บเล็ต iPad เป็นต้น ซึ่งหากเป็นระบบเก่าอาจต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์หรืออุปกรณ์ราคาสูง ติดตั้งและบำรุงรักษายุ่งยาก. อีกทั้งการเพิ่มเติมฟีเจอร์ใหม่ ๆ อาจทำได้จำกัดและซับซ้อน


GPOS (Smart POS)

GPOS (Smart POS) เปรียบเทียบกับระบบเดิม มีความแตกต่างหลายประการดังนี้

สถาปัตยกรรมระบบ

GPOS เป็น ระบบ POS แบบคลาวด์ (Cloud-based POS) ที่ข้อมูลการขายและสต็อกต่าง ๆ ถูกจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์อย่างปลอดภัย แทนการเก็บเฉพาะที่เครื่องภายในร้านเหมือนระบบเดิม​ ดังนั้น GPOS สามารถให้เจ้าของร้านเข้าถึงข้อมูลและรายงานได้จากระยะไกลผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องอยู่ที่ร้านก็ตรวจสอบยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลา. ส่วนระบบ POS ทั่วไปที่เป็นแบบ Legacy นั้นข้อมูลจะอยู่เฉพาะในร้าน กรณีต้องการดูข้อมูล ต้องเข้าถึงเครื่องหลักที่ร้านเท่านั้น

ฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการ

GPOS ออกแบบมาให้ทำงานบนอุปกรณ์ Android POS ของ SUNMI ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเครื่องพกพาขนาดเล็กไปจนถึงเครื่อง POS แบบตั้งโต๊ะที่มีหน้าจอสัมผัส, เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ และสแกนเนอร์ในตัว​ การใช้ Android ทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นและใช้งานง่าย (คล้ายการใช้สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต) และอุปกรณ์ SUNMI ถูกสร้างมาเพื่อความทนทานในการใช้งานเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ. ในทางกลับกัน ระบบ POS ทั่วไปบางเจ้าจะรันบน Windows PC หรือ iOS (iPad) ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้อุปกรณ์หลายชิ้นต่อพ่วงกัน (เช่น เครื่องคิดเงิน + เครื่องพิมพ์ + จอแสดงผลลูกค้า) ทำให้การติดตั้งยุ่งยากกว่าและเคลื่อนย้ายไม่สะดวก. อย่างไรก็ตาม ระบบแบบใหม่นี้ (เช่น Wongnai POS บน Android หรือ FoodStory บน iPad) ก็เริ่มปรับตัวมาสู่รูปแบบคลาวด์มากขึ้นเช่นกัน เพียงแต่อาจจำกัดแพลตฟอร์ม (Android หรือ iOS อย่างใดอย่างหนึ่ง)

การเชื่อมโยงข้อมูลและฟีเจอร์

จุดเด่นของ GPOS คือการรวมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ ระบบเดิมอาจต้องใช้หลายระบบแยกกัน ให้มาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว. ผู้ก่อตั้ง GPOS ระบุว่า POS เดิมที่เคยมีนั้น “ใช้งานยาก และไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายสูงสวนทางกับฟีเจอร์ที่ไม่ครอบคลุมพอ”​ GPOS แก้ปัญหานี้ด้วยการออกแบบให้ ใช้งานง่ายและครบวงจร เชื่อมโยงตั้งแต่ขั้นตอนรับออเดอร์, บริหารสต็อก, จนถึงชำระเงินในระบบเดียว เจ้าของร้านไม่ต้องพึ่งหลายโปรแกรมเหมือนแต่ก่อน​ เช่น ใน GPOS มีระบบจัดการสต็อก, ระบบสมาชิก, ระบบออกใบกำกับภาษี, การส่งออเดอร์เข้าครัว, ระบบคิวเรียกลูกค้า, รวมถึง การเชื่อมต่อคำสั่งซื้อเดลิเวอรีผ่าน Grab ได้ในตัว เป็นต้น​ ขณะที่ POS ทั่วไปบางระบบอาจไม่มีฟีเจอร์เฉพาะเหล่านี้ หรือหากมีก็ต้องเชื่อมต่อกับแอปอื่นเพิ่ม ทำให้เกิดความยุ่งยากและเสี่ยงข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน

ความง่ายในการใช้งาน

GPOS ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก จากประสบการณ์ของผู้พัฒนาที่เคยพบว่า POS รุ่นเก่าใช้งานซับซ้อน GPOS จึงเน้น UI ที่เรียบง่าย ให้พนักงานใหม่เรียนรู้ได้เร็ว ลดข้อผิดพลาดจากการใช้งานระบบ. ในขณะที่ POS เดิมบางระบบหน้าจอการใช้งานไม่เป็นมิตร (user-friendly) และอาจต้องใช้เวลาฝึกอบรมพนักงานนานกว่า

การอัปเดตและปรับปรุง

ด้วยความที่ GPOS เป็นระบบคลาวด์แบบ SaaS (Software as a Service) ทำให้การอัปเดตฟีเจอร์หรือปรับปรุงระบบสามารถทำได้ต่อเนื่องจากฝั่งผู้ให้บริการ และผู้ใช้ทุกคนจะได้รับอัปเดตพร้อมกัน. ต่างจากระบบดั้งเดิมที่ติดตั้งแบบ on-premise ซึ่งการอัปเกรดระบบใหม่อาจต้องซื้อซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่หรือต้องให้ช่างไปติดตั้งที่ร้าน

ค่าใช้จ่าย

สำหรับ GPOS มีนโยบายให้ใช้งานฟรีในปีแรกทุกฟีเจอร์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของร้านค้าใหม่​ หลังจากนั้นจึงคิดค่าบริการในอัตราที่คุ้มค่า (ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดในหัวข้อราคา). การที่ GPOSคิดค่าบริการแบบสมัครสมาชิก (subscription) ทำให้ร้านค้าไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ล่วงหน้าเพื่อซื้อระบบ แต่เป็นการจ่ายรายเดือน/ปีตามการใช้งาน. ส่วนระบบ POS ทั่วไปในอดีต มักมีค่าใช้จ่ายแรกเข้าและค่าลิขสิทธิ์สูง เช่น ต้องซื้อเครื่อง, ซื้อซอฟต์แวร์ขาดหรือจ่ายค่าบำรุงรักษารายปีในราคาสูง แต่กลับได้ฟีเจอร์ไม่ครบถ้วนดังที่กล่าวไว้​ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ให้บริการ POS หลายเจ้าก็หันมาใช้โมเดลคิดค่าบริการรายเดือน/ปี คล้ายกัน ทำให้การแข่งขันด้านราคาระหว่าง GPOS กับระบบอื่นค่อนข้างสูสี ซึ่งจะเปรียบเทียบในหัวข้อถัดไป

ข้อดีหลักของ GPOS

โดยสรุป ข้อดีหลักของ GPOS เมื่อเทียบกับ POS ทั่วไปคือ ความครบวงจรและยืดหยุ่น (รวมทุกฟังก์ชันในหนึ่งเดียว, เชื่อมต่อออนไลน์-ออฟไลน์ได้ดี), ใช้งานง่าย กว่า, ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ (มีช่วงทดลองใช้ฟรี) และ เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา (ผ่านระบบคลาวด์)​ ส่วน ข้อด้อยหรือความท้าทาย ของการใช้ GPOS/ระบบคลาวด์เทียบกับระบบเดิม ได้แก่ ความพึ่งพาอินเทอร์เน็ต – หากอินเทอร์เน็ตล่มหรือขาดความเสถียรอาจกระทบการใช้งาน (แม้ว่าหลายระบบรวมถึง GPOS น่าจะมีการบันทึกออฟไลน์ชั่วคราวได้ระดับหนึ่ง แต่ธุรกิจก็ควรมีอินเทอร์เน็ตที่เสถียร)​ นอกจากนี้ ระบบแบบสำเร็จรูป (SaaS) อาจมีข้อจำกัดในการปรับแต่งเฉพาะตามใจผู้ใช้เท่าระบบที่พัฒนาขึ้นใช้เอง แต่ข้อจำกัดนี้แลกมาด้วยการที่ผู้ใช้ไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์หรือกังวลเรื่องการอัปเดตเองเลย​ อีกเรื่องคือการใช้งาน GPOS จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่รองรับ (เช่น เครื่อง SUNMI) ทำให้ผู้ใช้ต้องลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่หากยังไม่มี แต่ผู้ให้บริการก็มักจัดชุดโปรโมชั่นเครื่อง+ซอฟต์แวร์ในราคาคุ้มค่า (เช่น ซื้อเครื่องแถมใช้ GPOS ฟรี) ซึ่งหลายร้านมองว่าเป็นการลงทุนที่ได้ความคุ้มค่าและคืนทุนด้วยประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในการบริหารร้าน


ประโยชน์และข้อเสียของ GPOS สำหรับธุรกิจประเภทต่าง ๆ

GPOS ถูกออกแบบมาให้รองรับธุรกิจหลากหลายประเภท ตั้งแต่ร้านอาหาร, ร้านเครื่องดื่ม/คาเฟ่, ร้านค้าปลีก, ไปจนถึงธุรกิจบริการอื่น ๆ อย่างฟู้ดทรัคหรือร้านค้าขนาดเล็ก​ อย่างไรก็ดี แต่ละประเภทธุรกิจอาจได้รับประโยชน์จาก GPOS ในแง่มุมที่แตกต่างกัน และมีข้อควรระวังที่ต่างกันด้วย ดังนี้

1. ธุรกิจร้านอาหาร/ร้านเครื่องดื่ม (Restaurant & Cafe)

ประโยชน์: ร้านอาหารและคาเฟ่เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก GPOS อย่างมาก เพราะระบบนี้รวมเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการบริการอาหารไว้อย่างครบครัน. ตัวอย่างเช่น

  • การรับออเดอร์และเดลิเวอรี: GPOS สามารถ เชื่อมต่อกับบริการเดลิเวอรีอย่าง GrabFood ได้โดยตรง เจ้าแรกบนระบบ Android​ ร้านอาหารจึงจัดการออเดอร์ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ได้ในที่เดียว ไม่ต้องใช้แท็บเล็ตหลายเครื่องหรือพนักงานคีย์ออเดอร์แยก. ระบบจะดึงรายการสั่งจาก Grab มารวมกับออเดอร์หน้าร้าน, ส่งเข้าครัวอัตโนมัติทันที ลดความผิดพลาดและจัดคิวทำอาหารได้ถูกต้อง​ มีเสียงแจ้งเตือนเมื่อมีออเดอร์ใหม่เข้ามา และรายการอาหารที่หมดระบบก็อัปเดต ปิดเมนู บนเดลิเวอรีให้เอง, ป้องกันการขายเกินสต็อก​ สิ่งเหล่านี้ช่วยลดข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในร้านอาหาร เช่น ออเดอร์ตกหล่นหรือทำอาหารซ้ำซ้อน
  • การบริการลูกค้าในร้าน: GPOS มี ระบบสั่งอาหารผ่าน QR Code ที่ลูกค้าสามารถสแกนสั่งเองจากโต๊ะได้ ซึ่งช่วยลดภาระพนักงานในการจดออเดอร์และลดความผิดพลาดจากการฟังคำสั่งผิด มีการศึกษาพบว่าการให้นักทานสั่งผ่านมือถือและเชื่อมเข้าระบบ POS โดยตรง สามารถลดเวลาที่ใช้ในการรับออเดอร์ลงได้ถึง 35% และลดปัญหาออเดอร์ผิดพลาดอย่างมาก​ นอกจากนี้ GPOS ยังมี ระบบรันคิว/เรียกคิว ซึ่งมีประโยชน์กับร้านอาหารที่ลูกค้าเยอะ ต้องจัดคิวรอโต๊ะหรือรออาหาร – ระบบจะออกหมายเลขคิวและสามารถแจ้งเตือนเมื่ออาหารพร้อมเสิร์ฟหรือถึงคิวลูกค้า, ทำให้การจัดคิวเป็นระบบและลูกค้าไม่ต้องยืนรอแน่นบริเวณหน้าเคาน์เตอร์
  • การชำระเงิน: ระบบรองรับการชำระเงินที่หลากหลายและปลอดภัย เช่น การสร้าง QR PromptPay พร้อมล็อกยอดเงิน ตามบิลของลูกค้าแต่ละราย แล้วลูกค้าเพียงสแกนจ่าย เงินจะเข้าบัญชีร้านพร้อมแจ้งเตือนกลับมาที่ระบบ GPOS ทันทีว่าชำระแล้ว วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหา “โอนเงินผิดยอด/สลิปปลอม” ที่บางร้านเคยเจอ และลดการทุจริตของพนักงานเพราะไม่ต้องถือเงินสดเลย​ GPOS ยังเชื่อมต่อกับ e-Wallet อย่าง GrabPay หรือการจ่ายผ่าน QR ของธนาคารต่าง ๆ ได้ด้วย เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าจ่ายเงินในรูปแบบที่เขาถนัด
  • ระบบสมาชิกและโปรโมชั่น: ร้านอาหาร/คาเฟ่สามารถใช้ ระบบ CRM ใน GPOS เก็บข้อมูลสมาชิก สะสมแต้ม หรือออกคูปองโปรโมชั่นให้ลูกค้าประจำได้ทันทีที่หน้าร้าน โดยข้อมูลการใช้โปรโมชั่นและคะแนนสะสมจะถูกบันทึกในระบบแบบรวมศูนย์ ทำให้ร้านเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าและวางแผนการตลาดได้ตรงจุดขึ้น
  • รายงานและวิเคราะห์: GPOS มีรายงานยอดขายและแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์ให้ผู้จัดการร้านหรือเจ้าของดูได้ทุกเมื่อ แม้ไม่อยู่ที่ร้าน. สามารถดูยอดขายรายวัน, เมนูไหนขายดี, ช่วงเวลาที่ยอดขายสูง เป็นต้น​ ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจปรับเมนูหรือจัดโปรโมชันได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

1.1 ข้อเสีย/ข้อควรระวัง

ข้อเสีย/ข้อควรระวัง: สำหรับร้านอาหาร, ข้อควรระวังคือ ความต่อเนื่องของบริการ – เนื่องจาก GPOS ผูกกับการทำงานแบบออนไลน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากไฟดับหรืออินเทอร์เน็ตล่มกะทันหัน อาจต้องมีแผนสำรอง (เช่น จดออเดอร์มือหรือใช้เครื่องสำรองไฟ/เน็ต) เพื่อไม่ให้บริการสะดุด. โชคดีที่ระบบคลาวด์ POS สมัยใหม่หลายเจ้ามักมีโหมดออฟไลน์ให้บันทึกการขายชั่วคราวได้หากเน็ตหลุด แล้วจะซิงค์ข้อมูลเมื่อเน็ตกลับมา ร้านอาหารอาจต้องฝึกอบรมพนักงานบางส่วนที่ไม่ชำนาญเทคโนโลยีให้ใช้งานแท็บเล็ตหรือระบบใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาบ้างในช่วงแรก. นอกจากนี้ แม้ฟีเจอร์จะครบครัน แต่บางร้านที่มีกระบวนการเฉพาะ (เช่น ร้าน fine-dining ที่มีลำดับเสิร์ฟหลายคอร์ส หรือสูตรคำนวณค่าบริการพิเศษ) อาจต้องปรับกระบวนการให้เข้ากับระบบมาตรฐานของ GPOS เนื่องจากความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเองมีขีดจำกัดตามที่ระบบออกแบบไว้ อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ของ GPOS ก็ครอบคลุมการใช้งานทั่วไปของร้านอาหารเกือบทุกรูปแบบอยู่แล้ว (รวมถึงร้านบุฟเฟ่ต์ที่ต้องจับเวลา, แพ็กเกจเมนูซับซ้อน GPOS ก็มีฟังก์ชันรองรับ)​ จึงนับว่าครอบคลุมดีทีเดียว


2 ธุรกิจค้าปลีก (Retail Shops)

ประโยชน์: แม้ GPOS จะเปิดตัวมาจับกลุ่มร้านอาหารก่อน แต่ก็มีการพัฒนาระบบสำหรับค้าปลีก (GPOS Retail) เพื่อรองรับร้านค้าประเภทค้าปลีกโดยเฉพาะในปี 2025​ สำหรับร้านค้าปลีก เช่น ร้านขายสินค้าแฟชั่น, มินิมาร์ท, ร้านของใช้ เป็นต้น การใช้ GPOS ให้ข้อดีหลายประการ

  • ระบบสต็อกที่แม่นยำ: GPOS Retail ถูกเสริมฟังก์ชัน ระบบจัดการสินค้าคงคลัง ขั้นสูง สามารถบันทึกการรับเข้า-จ่ายออกสินค้า, แจ้งเตือนเมื่อสต็อกต่ำ, และช่วยนับสต็อกได้ง่ายขึ้น ซึ่งสำคัญมากในการควบคุมต้นทุนของร้านค้าปลีก​ แต่เดิมร้านค้าปลีกบางแห่งอาจใช้การจดมือหรือไฟล์ Excel ในการบริหารสต็อกซึ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาดและข้อมูลไม่อัปเดตเรียลไทม์. GPOS จะช่วยแก้จุดนี้ ทำให้รู้จำนวนสินค้าแม่นยำตลอดเวลา ลดปัญหาของขาดหรือของเกินโดยไม่รู้ตัว
  • รองรับโปรโมชั่นซับซ้อน: ร้านค้าปลีกมักจัดโปรโมชั่นส่วนลด, ซื้อ X แถม Y, หรือระบบสะสมแต้ม. GPOS มี ระบบโปรโมชั่นและส่วนลด ที่ตั้งค่าได้หลากหลาย เช่น ส่วนลดตามช่วงเวลา, ส่วนลดสมาชิก, คูปอง, หรือการแบ่งแพ็กเกจสินค้าราคาพิเศษ​ ทำให้เจ้าของร้านสามารถบริหารการตลาดได้เองอย่างยืดหยุ่น ไม่ต้องพึ่งวิธี manual หรือให้แคชเชียร์มาคอยจำส่วนลดเอง ลดความผิดพลาดหน้าร้านและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า
  • ฮาร์ดแวร์และความคล่องตัว: สำหรับร้านค้าปลีก, GPOS ที่รันบนอุปกรณ์พกพา (เช่น SUNMI V2s แบบเครื่องเล็กมีเครื่องพิมพ์ในตัว) จะช่วยให้พนักงานสามารถเดินขายหรือเช็กสินค้าตามชั้นวางได้สะดวก พอลูกค้าตัดสินใจซื้อก็คิดเงินและออกใบเสร็จให้ได้ทันทีโดยไม่ต้องไปเคาน์เตอร์คิดเงินแบบเดิม. ฟังก์ชันแบบ Mobile POS นี้ช่วยยกระดับการบริการ โดยเฉพาะในร้านที่ต้องการให้พนักงานเข้าถึงลูกค้าตลอดเวลา
  • รองรับหลายสาขา: ระบบคลาวด์อย่าง GPOS เหมาะกับร้านค้าที่มีหลายสาขา เพราะข้อมูลจะเชื่อมถึงกันหมด เจ้าของสามารถดูยอดขายรวมทุกสาขา, โยกย้ายสต็อกระหว่างสาขา, หรือบริหารสินค้ากลางผ่านส่วนกลางได้. ทำให้การขยายสาขาใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น (GPOS ระบุว่าระบบของตน “รองรับการขยายตัวของธุรกิจ...ร้านค้าปลีกขนาดเล็กและใหญ่ทั่วไทย”​)

2.1 ข้อเสีย/ข้อควรระวัง

ข้อเสีย/ข้อควรระวัง: สำหรับร้านค้าปลีก ข้อควรระวังคล้ายกับร้านอาหารคือเรื่อง ระบบล่มหรือเน็ตหลุด ที่ต้องเตรียมแผนสำรอง (เช่น จดขายชั่วคราว) แม้โอกาสเกิดจะน้อย. อีกประเด็นคือ การปรับตัวของพนักงาน บางร้านค้าปลีกดั้งเดิมที่เคยชินกับเครื่องคิดเงินแบบเก่าอาจต้องใช้เวลาสอนพนักงานรุ่นเก่าให้ใช้แท็บเล็ตหรือเครื่อง POS รุ่นใหม่ แต่โดยทั่วไป UI ของ GPOS ถูกออกแบบให้เรียบง่ายจึงน่าจะเรียนรู้ไม่ยาก. สำหรับฟีเจอร์ขั้นสูงบางอย่าง เช่น การวิเคราะห์ Basket Size, ระบบ CRM ลึกๆ หรือการเชื่อมต่อกับระบบบัญชีหลังบ้าน อาจยังไม่ได้รวมมาใน GPOS รุ่นแรกๆ (อยู่ระหว่างพัฒนา) ซึ่งหากธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องการ integration กับระบบ ERP ใหญ่ๆ อาจต้องสอบถามผู้ให้บริการเพิ่มเติม. แต่สำหรับร้านค้าปลีกทั่วไป GPOS มีฟีเจอร์เพียงพอต่อการใช้งานประจำวันแน่นอน


3 ธุรกิจอื่น ๆ (ฟู้ดทรัค, ร้านขนาดเล็ก, บริการ ฯลฯ)

ประโยชน์: GPOS ถูกออกแบบให้ ยืดหยุ่นต่อประเภทธุรกิจ ดังที่ผู้พัฒนากล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ บุฟเฟต์ ฟู้ดทรัค หรือร้านค้าปลีก GPOS ช่วยให้เจ้าของร้านควบคุมทุกอย่างได้จากที่เดียว”​ ธุรกิจขนาดเล็กอย่างฟู้ดทรัคหรือบูธขายของตามตลาดนัดสามารถใช้ประโยชน์จาก GPOS ได้เช่นกัน เพราะอุปกรณ์ POS ที่เป็นเครื่องเดียวจบ (All-in-one) สามารถพกพาไปออกบูธหรืองานอีเวนต์ได้สะดวก (เครื่องขนาดเล็กมีแบตเตอรี่ในตัว). ระบบคิดเงินก็รวดเร็ว ออกใบเสร็จได้ ไม่ต้องจดมือ ลดความผิดพลาดและดูเป็นมืออาชีพ. ร้านบริการต่าง ๆ เช่น ร้านเสริมสวย, ร้านสปา, หรือคลินิก อาจใช้ GPOS ในการออกบิล, นัดหมายคิวลูกค้า และเก็บประวัติลูกค้าได้เช่นกัน (แม้ GPOS จะไม่ได้ออกแบบเฉพาะสำหรับคลินิก แต่ฟังก์ชันพื้นฐานหลายอย่างก็ปรับใช้ได้)

3.1 ข้อเสีย/ข้อควรระวัง

ข้อเสีย/ข้อควรระวัง: สำหรับกิจการขนาดเล็กมาก ๆ (เช่น แผงลอยเล็ก ๆ) จุดที่ต้องพิจารณาคือ ความคุ้มค่าและความจำเป็น – หากขายสินค้าแค่ไม่กี่รายการและปริมาณไม่มาก การลงทุนในระบบ POS อาจเกินความจำเป็น. อย่างไรก็ดี GPOS ให้ทดลองใช้ฟรีปีแรก ซึ่งหลายธุรกิจเล็กอาจลองใช้เพื่อดูว่าจะช่วยเพิ่มยอดหรือทำงานง่ายขึ้นหรือไม่ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินต่อ. อีกทั้งยังมีทางเลือกอย่าง Loyverse POS ซึ่งเป็นโปรแกรม POS ฟรี ที่ร้านค้าเล็กนิยมใช้ (แม้ฟีเจอร์จะไม่ครบเท่า GPOS)​ ดังนั้น ผู้ประกอบการรายย่อยควรพิจารณาว่าฟีเจอร์ของ GPOS จะช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงานของตนได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายรายเดือน/ปีหลังหมดช่วงฟรี. สำหรับธุรกิจบริการเฉพาะทาง อาจต้องดูว่า GPOS ยืดหยุ่นพอไหม เช่น ร้านซ่อมรถที่ต้องเปิดใบงานหรือคลินิกที่ต้องบันทึกข้อมูลผู้ป่วย รายละเอียดเหล่านี้ GPOS อาจไม่ได้รองรับครบเพราะออกแบบมาสำหรับงานขายสินค้า/อาหารเป็นหลัก. ในกรณีนี้ หากธุรกิจนั้น ๆ ต้องการระบบเฉพาะทางมาก ๆ อาจพิจารณาใช้ระบบที่ออกแบบเพื่ออุตสาหกรรมตนเอง หรือสอบถามผู้ให้บริการ GPOS ถึงความเป็นไปได้ในการปรับใช้


4 ราคาและผู้ให้บริการ GPOS ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน

ปัจจุบันตลาดระบบ POS ในประเทศไทยมีการแข่งขันสูง มีผู้ให้บริการหลายรายทั้งของไทยและต่างประเทศที่นำเสนอโซลูชันคล้ายกับ GPOS. ส่วน GPOS เองนั้นดำเนินการโดยบริษัทคนไทย (ผู้ก่อตั้งคือคุณธมนธรณ์ กิตติธรกุล) โดยวางกลยุทธ์ด้านราคาไว้น่าสนใจ คือ ให้ใช้งานซอฟต์แวร์ฟรี 1 ปีเต็ม ไม่มีเงื่อนไขผูกมัด​ เพื่อให้ลูกค้าทดลองใช้และเห็นประโยชน์ก่อน. หลังจากปีแรกแล้วจึงเริ่มคิดค่าบริการ ซึ่งทางผู้พัฒนาระบุว่าเป็น “ราคาคุ้มค่า” เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้รับ (อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ (ปี 2025) ยังไม่มีการเผยแพร่ราคาอย่างเป็นทางการหลังปีแรกบนสื่อสาธารณะ แต่คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับคู่แข่งเพื่อให้แข่งขันได้). นอกจากนี้ หากลูกค้าซื้อฮาร์ดแวร์เครื่อง POS ของ GPOS (อุปกรณ์ SUNMI) ก็จะได้รับสิทธิ์ใช้โปรแกรม GPOS ฟรีติดมากับเครื่องด้วยเช่นกัน​ ราคาอุปกรณ์มีหลายระดับตามรุ่น เช่น เครื่องพกพา V2s ราคาประมาณ 8,950 บาท, เครื่องตั้งโต๊ะจอเดียว D3 Mini 12,500 บาท, รุ่นจอใหญ่ D3 Pro 13,800 บาท, และรุ่นสองจอ D2 Plus 15,800 บาท – ทุกชุด แถมฟรีโปรแกรม GPOS ปีแรกทั้งหมด หลังปีแรก หากต้องการต่ออายุซอฟต์แวร์ ก็จะมีค่าบริการรายปีที่ทาง GPOS จะเสนอแพ็กเกจไว้ (เช่น รายปี, ราย 2 ปี เป็นต้น)


ผู้ให้บริการระบบ POS อื่น ๆ ในตลาดไทย

ผู้ให้บริการระบบ POS อื่น ๆ ในตลาดไทยที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ GPOS และควรนำมาเปรียบเทียบ มีดังนี้

Wongnai POS / FoodStory POS

  • Wongnai POS / FoodStory POS: ระบบนี้เป็นของบริษัท LINE MAN Wongnai ซึ่งมีสองแพลตฟอร์มหลักคือ Wongnai POS (Android) และ FoodStory POS (iOS) โดยเน้นกลุ่มร้านอาหารเช่นเดียวกัน. ด้านราคานั้น Wongnai POS (Android) คิดค่าบริการประมาณ 10 บาท/วัน หรือราว 3,600 บาท/ปี สำหรับแพ็กเกจพื้นฐาน (Full Service จะราว 5,400 บาท/ปี)​ ส่วน FoodStory POS (iOS) ที่เป็นระบบ iPad จะมีราคาแพ็กเกจสูงกว่า เหมาะกับร้านขนาดกลาง-ใหญ่ โดยอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาท/ปี (Quick Service) และ 20,400 บาท/ปี (Full Service) สำหรับราคาปกติ ต่อสาขา ทั้ง Wongnai และ FoodStory มักมีโปรโมชั่นร่วมกับธนาคารหรือพันธมิตรต่าง ๆ เช่น ส่วนลด 10% หรือแถมเดือนใช้งานฟรีเมื่อสมัครรายปีตามช่วงแคมเปญ​ จุดเด่นของ Wongnai/FoodStory คือการเชื่อมกับ LINE MAN (แพลตฟอร์มเดลิเวอรีและรีวิว) ทำให้ร้านที่ใช้ระบบนี้จะได้ออร์เดอร์ LINE MAN เข้า POS อัตโนมัติ คล้ายกับ GPOS ที่เชื่อม Grab

Ocha POS

  • Ocha POS: เป็นระบบ POS ที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัทในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เน้นกลุ่มร้านอาหารและร้านค้าปลีกขนาดเล็ก. Ocha มีจุดขายคือ ราคาไม่แพง และมีรุ่นที่ใช้งานบนอุปกรณ์ราคาถูก. หากร้านค้าใช้ Ocha บนเครื่อง SUNMI (ที่ซื้อจาก Ocha) ค่าบริการซอฟต์แวร์จะเพียง 250 บาท/เดือน (ประมาณ 3,000 บาท/ปี)​ แต่ถ้าใช้งานบนแท็บเล็ตของตนเองจะอยู่ที่ 799 บาท/เดือน (ประมาณ 9,588 บาท/ปี) ทั้งนี้ Ocha มักมีโปรโมชันลดราคา เช่น แพ็กเกจ 3 เดือนแถม 1 เดือน หรือซื้อ 24 เดือนแถมฟรี 12 เดือน ซึ่งทำให้ค่าเฉลี่ยต่อเดือนถูกลง (ต่ำสุดเฉลี่ย ~167 บาท/เดือน หากซื้อยาว 2 ปี)​ ฟีเจอร์ของ Ocha ใกล้เคียงกับ Wongnai/GPOS ในด้านการจัดการร้านอาหารพื้นฐาน และได้เปรียบตรงมีธนาคารหนุนหลัง (เช่น รองรับการจ่ายผ่าน SCB และเชื่อมบัญชีร้านค้าได้สะดวก)

Supper POS (หรือ Super POS)

  • อีกผู้เล่นหนึ่งในตลาดร้านอาหาร ที่โฆษณาตนเองว่าเป็นระบบครบวงจรคล้ายกัน. ข้อมูลจากผู้ให้บริการ (บริษัท Super Coconut) ระบุราคา Standard Package ~19,900 บาท/ปี/สาขา​ สำหรับการใช้งานซอฟต์แวร์ (ราคาออกจะสูงกว่าคู่แข่งอื่น). จุดเด่นของ Supper POS คือเน้นไปที่ร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบเสถียรสูง และมีฟีเจอร์เชิงลึกอย่าง P&L Dashboard, ระบบต้นทุนสูตรอาหาร เป็นต้น. อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาที่สูงกว่ามาก Supper POS อาจเหมาะกับร้านที่จริงจังเรื่องระบบการเงินขั้นสูงหรือร้านขนาดใหญ่หลายสาขาเท่านั้น

StoreHub

  • ระบบ POS สัญชาติมาเลเซีย/สิงคโปร์ ที่เข้ามาทำตลาดในไทยช่วงหลัง มักเน้นกลุ่มร้านค้าปลีกและร้านอาหารขนาดเล็กถึงกลาง. StoreHub คิดค่าบริการเป็นรายปี เช่น แพ็กเกจเริ่มต้น ~9,990 บาท/ปี สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (ชำระรายปี)​ และมีแพ็กเกจสูงขึ้นตามขนาดธุรกิจ. จุดเด่นคือ UI ใช้งานง่าย และมีระบบจัดการออนไลน์ (Web Backoffice) ที่ค่อนข้างดี

Qashier

  • ผู้ให้บริการจากสิงคโปร์อีกรายที่ทำตลาดไทย โดยขายพร้อมเครื่อง POS ของตัวเอง (QashierX). ราคาซอฟต์แวร์มี 2 แพ็กเกจคือ Essential และ Growth – Essential ~7,990 บาท/ปี, Growth ~11,990 บาท/ปี (ราคานี้เฉพาะซอฟต์แวร์)​ เครื่อง Qashier จะเป็นแบบ All-in-one คล้าย SUNMI. Qashier เน้นลูกค้า SMB โดยชูว่าราคาคุ้มค่าและมีบริการหลังการขายที่ดี

Loyverse POS

  • รายนี้เป็น ระบบ POS แบบฟรี ที่ได้รับความนิยมในหมู่ร้านค้าขนาดเล็กถึงกลางทั่วโลก รวมถึงในไทย. Loyverse ให้ใช้งานแอป POS พื้นฐานได้ฟรี (ทั้งบน Android และ iOS) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับฟีเจอร์หลัก เช่น บันทึกขาย, ดูรายงานพื้นฐาน, จัดการสินค้า ฯลฯ​ แต่หากต้องการฟีเจอร์เสริมขั้นสูง เช่น ระบบบริหารสต็อกแบบละเอียด, การจัดการพนักงานหลายคน, หรือการบริหารหลายสาขา จะมีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นรายเดือน (เช่น ระบบจัดการพนักงาน $25 ต่อเดือนต่อร้าน, ระบบสต็อกขั้นสูง $25 ต่อเดือน เป็นต้น)​ Loyverse เหมาะกับร้านเล็กที่งบประมาณน้อยมาก ๆ เพราะเริ่มต้นไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถค่อย ๆ เพิ่มฟีเจอร์ตามที่จำเป็น. อย่างไรก็ดี เนื่องจากเป็นระบบสากล การเชื่อมต่อกับบริการท้องถิ่น (เช่น PromptPay, LINEMAN/Grab) จะสู้ผู้ให้บริการไทยไม่ได้

นอกจากที่ยกมาข้างต้น ยังมีผู้ให้บริการ POS รายอื่นในตลาดไทยอีก เช่น Tobi POS (คิดรายเดือน ~129 บาท/วัน แบบรวมเครื่อง), POS Visions, XPOS ฯลฯ แต่ข้างต้นคือรายหลัก ๆ ที่พบในธุรกิจอาหารและค้าปลีก. โดยสรุปแล้ว ในแง่ราคา GPOS จัดว่าแข่งขันได้ดีเพราะให้ทดลองใช้ฟรีปีแรก และหากเทียบราคาต่อปีหลังโปรโมชั่นก็อยู่ในช่วงประมาณไม่เกินหลักหลายพันบาทต่อปีต่อสาขา ซึ่งใกล้เคียงหรือถูกกว่าหลายเจ้า (เช่น Wongnai 3,600+/ปี, Ocha ~3,000/ปีบนเครื่องของเขา). ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบทั้งราคา และ ฟีเจอร์ที่ต้องการ ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ระบบใด

หมายเหตุ: การเลือกระบบ POS ควรพิจารณาปัจจัยอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น บริการหลังการขายและซัพพอร์ต ของผู้ให้บริการ (ตอบสนองรวดเร็วไหม, มีทีมช่วยติดตั้งเทรนนิ่งหรือไม่), ความเสถียรของระบบ (เพราะระบบล่มจะกระทบธุรกิจโดยตรง), และ ความง่ายในการใช้งาน ที่เข้ากับทักษะของพนักงานที่ร้าน. ในกรณี GPOS นั้นทางผู้พัฒนาก็ประกาศว่าตนมี “การซัพพอร์ตที่เยี่ยมและพัฒนาต่อเนื่อง”​ พร้อมทั้งมีช่องทางติดต่อ (Line, Facebook, Call Center) ให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำตลอดการใช้งาน. ผู้ประกอบการจึงควรติดต่อสอบถามผู้ให้บริการแต่ละเจ้าถึงรายละเอียดแพ็กเกจและบริการเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

กรณีศึกษาการใช้งาน GPOS ในธุรกิจจริง (ข้อดี/ข้อเสียจากประสบการณ์จริง)

แม้ GPOS จะเป็นผู้เล่นค่อนข้างใหม่ในตลาด แต่ก็มีธุรกิจจำนวนมากที่เริ่มนำระบบนี้ไปใช้งานจริง และรายงานผลลัพธ์ที่น่าสนใจ. ดังที่มีการเปิดเผยว่า ปัจจุบัน GPOS มีลูกค้าใช้งานกว่า 10,000 รายทั่วประเทศ และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 40,000 รายภายในปี 2025​ ซึ่งสะท้อนว่าหลายร้านค้าให้การยอมรับระบบนี้อย่างรวดเร็ว. ต่อไปนี้คือกรณีตัวอย่างและประสบการณ์จากการใช้งานจริงของ GPOS ที่รวบรวมได้

  • กรณีศึกษา #1: ร้านอาหารขนาดกลางที่เพิ่มช่องทางเดลิเวอรี – ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีหน้าร้านและเริ่มรับออเดอร์ออนไลน์ผ่าน GrabFood เลือกใช้ GPOS เพื่อรวมการจัดการทั้งสองช่องทางเข้าด้วยกัน. ก่อนหน้านี้ทางร้านต้องใช้แท็บเล็ตของ Grab แยกต่างหากและคอยให้พนักงานมากดรายการอาหารลงเครื่องคิดเงินอีกที ทำให้เกิดความล่าช้าและบางครั้งออเดอร์ชนกันผิดคิว. หลังติดตั้ง GPOS ออเดอร์จาก GrabFood จะเข้ามาที่ระบบส่วนกลางทันที พนักงานไม่ต้องคีย์ซ้ำ โดย GPOS จะแสดงออเดอร์ออนไลน์รวมกับออเดอร์ที่รับจากพนักงานในร้าน และ ส่งรายการเข้าครัวตามลำดับคิวที่ถูกต้อง ไม่มีใครถูกลัดคิว​ ผลที่ได้คือ ความผิดพลาดในการส่งอาหารลดลงอย่างชัดเจน (เช่น ไม่มีเคสมาทวงอาหารที่ลืมทำ) และเวลารออาหารของลูกค้าก็ลดลงเพราะครัวจัดลำดับคิวได้ดีขึ้น. ผู้จัดการร้านยังชมว่าการที่ระบบซิงก์เมนูร่วมกับ Grab ช่วยลดภาระการอัปเดตเมนูที่สองที่ – เมื่อแก้ไขเมนูใน GPOS แล้ว รายการใน Grab ก็อัปเดตตาม ทำให้ขายเมนูใหม่หรือปิดเมนูที่หมดได้อย่างรวดเร็ว​ ข้อสังเกตคือร้านนี้ต้องเพิ่มเราเตอร์อินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมครัวด้วย เพื่อเครื่อง GPOS ในครัวจะได้รับออเดอร์ไวไฟได้เสถียร. แต่โดยรวมร้านรู้สึกว่าการลงทุนนี้คุ้มค่า เพราะยอดขายเดลิเวอรีที่เพิ่มมาสามารถบริหารควบคู่กับหน้าร้านได้อย่างไม่ติดขัด
  • กรณีศึกษา #2: คาเฟ่เล็กที่ต้องการลดปัญหาเงินหาย – คาเฟ่ขนาดเล็กแห่งหนึ่งเคยประสบปัญหาเงินสดขาด/เกินบ่อยครั้งและสงสัยว่าอาจมีการทุจริตจากพนักงานคิดเงิน รวมถึงเคยเจอลูกค้าบางรายอ้างว่าโอนเงินแล้วโชว์สลิป (แต่สลิปเป็นของปลอม). หลังจากนำ GPOS มาใช้ ทางร้านได้เริ่มเปลี่ยนมารับเงินผ่าน QR PromptPay ที่ระบบสร้างให้พร้อมล็อกยอด แทนการให้ลูกค้าโอนเข้าบัญชีแบบเดิม​ เมื่อมีการสแกนจ่าย ร้านจะได้รับการแจ้งเตือนบนระบบทันทีว่าเงินเข้าพร้อมเลขอ้างอิง ทำให้ ไม่ต้องตรวจสอบสลิปด้วยตา ลดโอกาสโดนมิจฉาชีพหลอกด้วยสลิปปลอม. อีกทั้งยอดที่เข้าก็ตรงตามที่ระบบกำหนดเสมอ (เพราะ QR ล็อกจำนวนเงินไว้พอดี) กรณีลูกค้าโอนผิดยอดแทบไม่เกิดขึ้น. นอกจากนั้นทุกสิ้นวัน เจ้าของร้านสามารถเปิดรายงานจาก GPOS เพื่อเทียบยอดขายกับยอดเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร (PromptPay) ได้ทันที พบว่าคลาดเคลื่อนเป็นศูนย์ หลังใช้ระบบนี้ต่อเนื่อง. ปัญหาเงินหายหรือเงินไม่ครบลดลงไปมาก และเจ้าของร้านมีความมั่นใจในระบบการเงินของร้านมากขึ้น. สำหรับข้อเสียที่คาเฟ่นี้พบคือ ลูกค้าบางคนที่ไม่ถนัดจ่ายเงินออนไลน์ (โดยเฉพาะลูกค้าสูงอายุ) ยังอยากจ่ายเงินสดอยู่ ทำให้ร้านยังคงต้องเก็บเงินสดบ้างในบางครั้ง ซึ่งระบบ GPOS ก็รองรับการบันทึกเงินสดเช่นกัน เพียงแต่ร้านต้องนำเงินสดนั้นไปเข้าธนาคารเอง
  • กรณีศึกษา #3: ร้านค้าปลีกแฟชั่นที่มีหลายสาขา – ธุรกิจร้านเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ท้องถิ่น มีหน้าร้าน 3 สาขา + ขายออนไลน์ผ่านโซเชียล. เดิมใช้เครื่องบันทึกเงินสดธรรมดาที่แต่ละสาขา ซึ่งแยกจากกัน ทำให้เจ้าของต้องมานั่งรวมยอดขายจากแต่ละที่ทีหลัง ยุ่งยากและไม่ทันการณ์. หลังเปลี่ยนมาใช้ GPOS ครบทุกสาขา ข้อมูลยอดขายและสต็อกของทุกสาขาถูกรวมบนคลาวด์กลาง เจ้าของสามารถเปิดดูผ่าน Dashboard บนมือถือได้ทันทีว่าแต่ละวันแต่ละสาขาขายได้เท่าไร ยอดรวมเท่าไร โดยไม่ต้องรอส่งรายงานสิ้นวันแบบเดิม. การจัดการสต็อกก็ดีขึ้น – เมื่อสาขา A สินค้าหมด แต่สาขา B ยังมี ระบบจะแสดงให้เห็น ทำให้เจ้าของสามารถตัดสินใจโยกสินค้าระหว่างสาขาได้ทันท่วงที ลดการเสียโอกาสขาย. พนักงานหน้าร้านก็สามารถเช็คสต็อกข้ามสาขาได้ หากลูกค้าถามหาสินค้าไซส์/สีที่สาขานั้นไม่มี พนักงานจะได้เสนอขายจากอีกสาขาพร้อมจัดส่งให้ลูกค้าแทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าเดินออก (เพิ่มยอดขายได้อีกทาง). หลังใช้ GPOS ทางร้านยังเริ่มทดลองใช้ ระบบสมาชิก (CRM) เพื่อเก็บเบอร์โทรลูกค้าและให้สะสมแต้มทุกครั้งที่ซื้อ ส่งผลให้ลูกค้าประจำกลับมาซื้อซ้ำเร็วขึ้นเพราะอยากใช้สิทธิ์ส่วนลดจากแต้มที่สะสมไว้. ในมุมของข้อควรปรับปรุง ร้านแฟชั่นนี้พบว่าการลงข้อมูลสินค้าใหม่จำนวนมาก ๆ (เช่น เสื้อผ้าหลายร้อย SKU) ผ่านหน้าจอเครื่อง POS ทำได้แต่ไม่สะดวกนัก ทาง GPOS แนะนำให้ใช้ส่วน Back Office บนคอมพิวเตอร์ในการอัปโหลดไฟล์สต็อกสินค้าครั้งละมาก ๆ ซึ่งก็ช่วยได้. นอกจากนี้ช่วงแรกพนักงานบางคนไม่ชินกับการใช้แท็บเล็ตจิ้มเลือกสินค้า (เคยชินกับการกดเครื่องคิดเงิน) แต่ภายในหนึ่งสัปดาห์ก็ปรับตัวได้และยอมรับว่าค้นหาสินค้าตามชื่อหรือบาร์โค้ดในระบบใหม่รวดเร็วกว่า
  • กรณีศึกษา #4: ฟู้ดทรัคและร้านตลาดนัด – ผู้ประกอบการฟู้ดทรัครายหนึ่งแชร์ประสบการณ์ว่า การใช้ GPOS ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กของเขาดูมืออาชีพขึ้นมาก. แต่ก่อนเขาแค่รับออเดอร์ปากเปล่า, รับเงินสด, และทอนเงินจากกระเป๋าคาดเอว ซึ่งบางครั้งก็ทอนผิดหรือจำออเดอร์สลับ. เมื่อเริ่มใช้ GPOS ผ่านเครื่อง V2s (เครื่องเล็กพกพา) เขาสามารถพิมพ์ใบเสร็จเล็ก ๆ ให้ลูกค้าได้ ลูกค้ารู้สึกประทับใจที่แม้เป็นรถอาหารก็มีใบเสร็จอย่างเป็นทางการให้. ที่สำคัญตัวเขาเองมี ตัวเลขยอดขายที่ชัดเจน ในระบบทุกวัน ไม่ต้องมานั่งจดและบวกเอง ซึ่งหลังจากดูรายงานรายวันทำให้พบว่าบางเมนูขายไม่ดีเลย จึงตัดออกจากไลน์ผลิตลดต้นทุน. ส่วนเมนูขายดีเขาใช้วิธีดูรายงานยอดขายรายสัปดาห์จาก GPOS เพื่อวางแผนเตรียมวัตถุดิบให้พอในแต่ละงาน ไม่ต้องเหลือทิ้ง. เขายอมรับว่ารายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพราะสามารถรับชำระเงินผ่าน PromptPay และ e-wallet ได้ ลูกค้าที่ไม่มีเงินสดก็ไม่ต้องเดินผ่านไป (ยอดขายเพิ่ม). ข้อเสียเดียวที่พบคือ ค่าเช่าใช้ระบบหลังปีแรก ที่ต้องเตรียมไว้ (~ค่าบริการรายปีของ GPOS) ซึ่งสำหรับรายเล็กถือเป็นต้นทุนที่ต้องคิด แต่เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ (ลดความผิดพลาดเงินทอน, รู้ยอดกำไรจริง, ไม่ต้องจ้างคนมาช่วยคิดเงิน) เขาก็พร้อมจะลงทุนต่อ

จากกรณีศึกษาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ข้อดีจากการใช้งานจริงของ GPOS ที่ผู้ประกอบการสัมผัสได้ คือ ความถูกต้องและแม่นยำที่มากขึ้น (ทั้งด้านออเดอร์และการเงิน), ความรวดเร็วในการบริการ (ลดขั้นตอนมือคน, ทุกอย่างไหลอัตโนมัติขึ้น), การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก ที่ช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ, และ การเพิ่มยอดขาย/ลดต้นทุน ทางอ้อมผ่านการบริหารที่มีประสิทธิภาพ (เช่น ลดของเสีย, ขายสินค้าได้ครบทุกช่องทาง, บริการลูกค้าได้ประทับใจ). ในด้าน ข้อเสียหรือปัญหาที่พบจากการใช้งานจริง ก็มักเป็นไปตามที่คาดในหัวข้อก่อนหน้า ได้แก่ ต้องพึ่งพาอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งบางครั้งมีติดขัดบ้าง (เช่น สัญญาณเน็ตไม่ดีในบางพื้นที่หรือตอนออกบูธ) และ มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง หลังหมดช่วงใช้ฟรี. อย่างไรก็ดี ผู้ใช้หลายรายพบว่าด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถชดเชยต้นทุนค่าระบบได้ (เช่น ลดการรั่วไหลของเงินหรือเพิ่มยอดขายจากบริการที่ดีขึ้น)

บทสรุป: GPOS เป็นระบบ POS สมัยใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของระบบขายหน้าร้านแบบเดิม โดยรวมฟังก์ชันทุกอย่างไว้ในหนึ่งเดียวและเชื่อมต่อช่องทางการขายออนไลน์ออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ. จากข้อมูลที่รวบรวมมา GPOS มีข้อดีเด่นหลายประการและได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการที่ได้ลองใช้ (ดังจะเห็นจากจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว)​ แน่นอนว่าการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ ๆ ย่อมมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่นั่นเป็นสิ่งที่ปรับตัวได้เมื่อเวลาผ่านไป. สำหรับธุรกิจที่ต้องการยกระดับการบริหารร้านค้าในยุคดิจิทัล GPOS หรือระบบ POS สมัยใหม่ลักษณะนี้ถือเป็นเครื่องมือที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง ทั้งนี้ควรศึกษาฟีเจอร์, ราคา และบริการของผู้ให้บริการแต่ละรายอย่างรอบคอบ เพื่อเลือกโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดกับธุรกิจของตน

แหล่งข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้

  • บทความประชาสัมพันธ์ GPOS – “GPOS เดินหน้ายกระดับธุรกิจไทยสู่ยุคดิจิทัล ด้วยระบบ POS อัจฉริยะ ใช้งานฟรี 1 ปีเต็ม” (2025)
    mgronline.com
    naewna.com

  • เว็บไซต์ทางการ GPOS (gpos.co.th) – ข้อมูลฟีเจอร์และโปรโมชั่นบนหน้าแรก​
    gpos.co.th
    หน้าพาร์ทเนอร์ Grab x GPOS
    gpos.co.th
    หน้าสินค้าและราคาอุปกรณ์​
    gpos.co.th

  • บทความเปรียบเทียบ POS ไทยโดย Wongnai/FoodStory – “เทียบให้แล้ว! 5 แบรนด์ POS ไทย เลือกระบบไหนให้เหมาะกับร้านคุณ” (Feb 2024)
    foodstory.co (มีข้อมูลฟีเจอร์ QR Order และการเปรียบเทียบเบื้องต้นระหว่าง FoodStory, Wongnai, Ocha, GPOS, Loyverse)

  • บทความ Wongnai for Business – “Wongnai POS vs Ocha POS” (Aug 2023)
    wongnai.com (มีข้อมูลเปรียบเทียบราคา Wongnai vs Ocha)

  • ข้อมูลโปรโมชั่นจาก LINE MAN Wongnai (FoodStory) – โปรโมชั่น KBIZ ธ.ค. 2024
    foodstory.co (ระบุราคาแพ็กเกจ Wongnai POS และ FoodStory POS)

  • เว็บไซต์ Ocha POS – หน้าราคา (ค่าใช้จ่ายรายเดือนบนเครื่อง Sunmi vs บนแท็บเล็ต)
    ocha.in.th

  • เว็บไซต์ StoreHub Thailand – หน้าราคาแพ็กเกจ (มีระบุราคาเริ่มต้นรายปี)
    storehub.com

  • เว็บไซต์ Qashier Thailand – หน้าราคาแพ็กเกจร้านอาหาร/คาเฟ่​
    qashier.com

  • เว็บไซต์ Loyverse (โปรแกรม POS ฟรี) – คำอธิบายการใช้งานฟรีและฟีเจอร์เพิ่มเติมที่มีค่าใช้จ่าย​
    loyverse.com

  • บทความ LS Retail – “12 pros and cons of online, cloud-based POS systems” (2023)
    lsretail.com (กล่าวถึงข้อดีข้อเสียทั่วไปของระบบ POS แบบคลาวด์ เช่น เรื่องการพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและการจำกัดการปรับแต่ง).

ข่าวสาร

GPOS รวมทุกความประทับใจจากงาน THAIFEX - HOREC ASIA 2025

GPOS รวมทุกความประทับใจจากงาน THAIFEX - HOREC ASIA 2025

เมื่อวันที่ 5-7 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา GPOS ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงสินค้า THAIFEX - HOREC Asia 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพค เมืองทองธานี งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแสดงผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรม HoReCa (Hotel, Restaurant, Café) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 460 บริษัทจาก 25 ประเทศทั่วโลก นำเสนอสินค้าและบริการครอบคลุม 9 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เบเกอรี่และไอศกรีม (Bakery & Ice-Cream), ธุรกิจกาแฟและเครื่องดื่ม (Café & Bar), การทำความสะอาดและซักรีด (Cleaning & Laundry), การจัดเลี้ยง (Dining), เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง (Furnishing), อุปกรณ์ครัว (Kitchen), บริการต่าง ๆ (Services), เทคโนโลยี (Tech) และ สุขภาพและความเป็นอยู่ (Wellness) เป็นต้น

2025-03-07

GPOS ผู้ช่วยที่เข้าใจธุรกิจคุณ

ติดต่อเราเลยวันนี้ เพื่อรับคำแนะนำและทดลองใช้งานฟรี!

GPOS ผู้ช่วยที่เข้าใจธุรกิจคุณ